MyArticles

พรุ่งนี้เราจะเปิดเทอมแล้ววววว!!!

วันนี้เลยเอาForward Mailสำหรับเด็กนักเรียน2อันคือ 10 เหตุผลที่ทำให้คุณคิดถึงโรงเรียน และ ศัพท์บัญญัตินักศึกษา มาให้เพื่อนๆที่อยุ่ในวัยเรียนอ่านครับ แต่กลัวมีผู้ใหญ่มาอ่านด้วยอ่ะครับ เลยเอาForward mail 9 เหตุผล ที่ทำให้เรารักการมาทำงาน มาให้ด้วย (ซึ่งคล้ายๆกับ 10 เหตุผลที่ทำให้คุณคิดถึงโรงเรียน เลยแฮะ - -").

การเรียน มีดี มีประโยชน์ แต่มีโทษ ในทางอ้อม ทางอ้อมมากๆๆๆๆๆ (หากคิดดีๆ)

1.การเรียนทำให้เราฉลาดขึ้น แต่ทำให้เรามีความเครียดไปในตัว (สำหรับบางคน)

2.การเรียนทำให้เรารุ้เรื่องศีลธรรมอันดี แต่ทำให้คนเลวขึ้นไปในตัว (สำหรับบางคน)

3.การเรียนทำให้เรารู้จักการทำงานเป็นทีม แต่ทำให้เราอาจจะมีความเคียดแค้นระหว่างหมู่เพื่อนเพิ่มขึ้น (สำหรับบางคน)


ยังไง? ลองมาพิจารณากันดีกว่า

1.การเรียนทำให้เราฉลาดขึ้น แต่ทำให้เรามีความเครียดไปในตัว

เรียนไปถึง ซัก ม.1-ม.6 เดี๋ยวก็ต้องสัมผัสเองแหละครับ ตรงประโยคนี้ ไม่ต้องพูดอะไรมาก

2.การเรียนทำให้เรารุ้เรื่องศีลธรรมอันดี แต่ทำให้คนเลวขึ้นไปในตัว

ประโยคนี้ ไม่มีใครคิดหรอก แต่มันออกจะจริงครับ

ที่โรงเรียนหลายๆโรงเรียน (ไม่สิทุกโรงเรียน เพราะกระทรวงบังคับให้มี) จะมีวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทย เราก็เรียนกัน และปฏิบัติกัน

เป็นสิ่งที่ดีงาม ควรปฏิบัติน่าสนับสนุน

แต่ทำไมก็ไม่รู้ คนที่โกงเก่งๆ จะเป็นผู้มีการศึกษาทั้งนั้น

เปรียบเทียบกับ แม่ค้าขโมยเงินกับนักการเงินรับเงินสิ ปริมาณเงินมันต่างกันเย๊อะมาก นักการเมืองมีการศึกษามาก แต่ทำไมถึงโกงเงินกว่า แม่ค้าซึ่งการศึกษาน้อยกว่าไม่รู้

เหมือนกับว่า ยิ่งมีการศึกษามาก เราจะยิ่งเลวเก่งขึ้น

ลองเปรียบเทียบกันก็ได้นะ สมัยเราอยุ่ ป.1 กับ ม.6 ความเลวต่างกันมากเลย

ในทางปฏิบัติเด็ก 13ขวบ ที่เป็นลูกชาวบ้านตามชนบท จะมีนิสัยดีกว่า เด็ก13ขวบ ที่เรียนอยู่ในกรุง

ฉะนั้น อยากจะบอกอย่างนึง "การเรียนไม่ทำให้คนเราดีขึ้นเลย มีแต่ เฉยๆ และเลวขึ้นแค่นั้น"

ผุ้ใหญ่หลายคนมีแนวคิดที่จะให้การศึกษาแก่เด็ก เพราะจะช่วยให้เด็กดีขึ้น แต่ตรงกันข้าม ทำให้เด็กแย่ลง เพราะยิ่งใส่การเรียนเท่าไหร่เด็กยิ่งเครียดขึ้น เครียดแล้วก็ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่สนว่าจะผิดหรือไม่ผิด

เอาสักตัวอย่าง (เน้น! ตัวอย่าง) ถ้าพัฒนาการศึกษามากกว่านี้ ใครจะไปรู้เด็ก ม.2 อาจจะมีอัตราที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นก็ได้ เพราะ...

วิชาเพิ่ม>ความตึงเครียดเยอะขึ้น>หาทางออกไม่ได้>ไปมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อน>ช่วยระบายได้(ในทางปฏิบัติ)>อาจจะไปชักชวนคนอื่นให้ลอง>ฮิตกัน>ทำให้อัตราเพิ่มขึ้น

ใครจะไปรู้

วิธีเดียวที่จะทำให้สังคมเลิกเลวร้ายลง มีอยู่วิธีเดียวคือ เลิกการแข่งขันกัน และหันมาสนับสนุนศาสนาอย่างเต็มที่ ถึงแม้คนไร้การศึกษา แต่มีศาสนา ก็เป็นคนดีกว่าเยอะเลย เชื่อเถอะ (ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดเช่นกัน เพราะแค่เหตุผลจิ๊บจ๊อยแค่นี้ใครจะฟังล่ะ)

ถ้าสมมติประเทศใดประเทศนึงมีแต่คนที่มีการศึกษาระดับ ดร.ทั้งประเทศ จะเกิดความตึงเครียด ทำให้เกิดปัญหาแน่ๆ

*การเรียนทำให้เรารุ้เรื่องศีลธรรมอันดี แต่ทำให้คนเลวขึ้นไปในตัว เพราะว่า ปัจจุบันในห้องเรียนสนับสนุนศาสนาภาคทฤษฎีมากกว่าภาคปฏิบัติ และ การเรียนไม่ช่วยให้คนเป็นคนดีขึ้นเลย ช่วยแค่ทำให้คนมีความรู้เพิ่มขึ้น


3.การเรียนทำให้เรารู้จักการทำงานเป็นทีม แต่ทำให้เราอาจจะมีความเคียดแค้นระหว่างหมู่เพื่อนเพิ่มขึ้น

ภาษาไทยเรียกว่า"ความแค้นส่วนตัว"ครับ เราอติต่อคนนั้น แต่คนอื่นไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว

ถ้าเราแบ่งงานให้ดี มีความสามาคีกัน ยอมรับความจริงและปัญหาที่เกิด และร่วมกันสามามัคคีแก้ จะเกิดแต่มิตรภาพ ไม่มีความแค้นส่วนตัวหรอกนะ

เวลาทำงานกลุ่ม ถ้าสมมติกลุ่มนึงมี10คน ทำจริงๆ อาจจะ3คนก็ได้ และ7คนที่เหลือได้ความดีความชอบ ทำให้เกิดความหมั่นไส้กัน

ปัญหาจะตามมา เกิดการทะเลาะ เกิดความแตกร้าวระหว่างมิตรภาพระหว่างกลุ่ม และอื่นๆ

วิธีแก้อ่ะหรอ Shareไง Shareงานให้ดี

สมมติมีงาน1งาน กลุ่ม10คน มีหลายวิธีมากๆๆๆๆ ที่จะทำให้งานสำเร็จนะ แล้วแต่สภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ สถานที่ ฯลฯ

-Share (แบ่ง) ฉันทำนี้นะ คุณทำนี่นะ ท่านทำโน้นนะ
แจกงานกันไปก่อน หรือแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ กลุ่ม10คน ก็แตกกระจายงานย่อยๆออกเป็น10ชิ้น

-Ability (ความสามารถ) ฉันทำงานนี้ได้นะ คุณทำนี่ได้เปล่า ท่านทำอันโน้นได้รึเปล่า
แจกงานให้ก่อน แล้วถามถึงความสามารถว่าใครมีความสามารถด้านใดบ้าง แล้วแบ่งตามความเหมาะสม ถ้าใครไร้ความสามารถ อาจจะเป็นลุกมือช่วยประชาสัมพันธ์งาน เย็บเล่ม หรืออะไรก้ได้

-Progress (ความคืบหน้า) งานเป็นไง อยุ่ไหน เป็นอะไรเปล่า?
มันสำคัญตรงขั้นตอนนี้แหละ งานมันจะไม่ได้เรื่องเพราะหลายคนข้ามขั้นตอนนี้ ด้วยความขี้เกียจ หัวหน้างานจะต้องตามความคืบหน้าอย่างน้อยซัก1ครั้งแหละ หัวหน้าจะต้องถามลุกน้องว่าใครมีปัยหาอะไรเปล่า ต้องการคนช่วยไหม ถ้ามี อาจจะให้คนอื่นช่วย หรือกลับไปยังขั้นตอนที่2 Ability (ความสามารถ) เพื่อประชุมเถียงงานกันใหม่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานมากที่สุด เพื่องานที่สมบูรณ์ที่สุด

-Before Dead Line (ก่อนเส้นตาย) พรุ่งนี้เอามานะ
จริงๆขั้นตอนนี้จะเป้นขั้นตอนที่รวมอยุ่ในSummaryนะ เพราะเป้นการสรุปเหมือนกัน พยายามทำงานให้เสร็จก่อนถึงวันส่ง1วัน จะดีที่สุด งานที่ทุกคนทำเอามารวมกัน จัดตกแต่งในวันก่อนส่ง1วัน เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าเกิดปัญหา ยังมีเหลือ1คืน ที่จะแก้ไขได้

-Summary (สรุป) เอ้ยเอางานมา มารวมกัน
เป็นขั้นตอนสุดท้าย คือรวบรวม จัดให้เรียบร้อย ส่ง จบ ถ้าเป้นรายงาน ขั้นตอนนี้คงจะเป็นช่วงเช้าละมั้ง (ตามปกติ^^) เอางานแต่ละส่วนที่ทุกคนทำมาเย็บเล่ม แล้วเอาสันรูดใส่ และส่ง

ที่พูด เราคิดสดๆ ขอบอกเลย ถ้าหากขัดแย้งยังไงก็ขอโทษนะ

***************************************************************

สุดท้ายนี้ ก่อนที่พรุ่งนี้เราจะก้าวไปสู่อนาคตนะ เราขอฝากความคิดเห้นของคนที่เอนทรานซ์ไม่ติดหน่อยนะ

เอนทรานซ์อายุประมาณ18ซินะ ขอให้ย้อนไปดูตั้งแต่อายุ1-17ปีนะ คุณเจอปัญหามากมาย คุณสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตมากมายมาถึงจุดนี้ได้ ฉะนั้นนี่เป็นปัญหาหนึ่งในชีวิตที่เจอ ให้คุณนึกถึงเมื่อตอนอายุ1-17 คุณสามารถผ่านมาเยอะแยะ แล้วทำไมเรื่องแค่นี้คุณไม่สามารถผ่านอุปสรรคอันนี้ไปได้ ใครๆก็ต้องมีผิดหวังเป็นธรรมดาในชีวิต จงพยายามต่อไปจนกว่าสิ้นลมหายใจ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการเรียน และการงานนะ

-โก้คุง ผู้เขียนBlogไม่เคยมีใครจะอ่านรู้เรื่อง ><


edit @ 2005/05/08 14:21:53

ฉันโตขึ้นอีกระดับแล้วสินะ

-เราไปดูWebmaster Talkingของเว็บเก่าและไปดูการพูดMSNเก่าๆมา ซึ่งนานประมาณ1ปีและ ถึงได้อึ้งนิดๆ

ฉานเขียนอะไรไป เด็กๆป.3-4เขาเขียนกัน มีครับ มีคำพูดน่ารักๆ ติดอยุ่เยอะแยะ

เราถึงกับงง "เราเขียนไปได้ไงหว่า??"

พอคิดย้อนกลับมาถึงปัจจุบัน เราถึงได้สังเกตอะไรบางอย่าง ว่าเราเปลี่ยนไปโดยไม่ค่อยสังเกตและจริงจังอะไร

-แต่ก่อนเราว่าเราพูดสุภาพแล้วนะ แต่ตอนนี้ศัพท์พ่อขุนเริ่มมานิดๆบางครั้งไม่นิด ตามอารมณ์และสถานการณ์ผสมกับนิสัย (นิสัย?? จะว่าไปประวัติส่วนตัวยังเขียนไม่เสด + +)

-ตอนนี้โมโหเก่งขึ้น เราว่าเราควบคุมอารมณ์ได้นะ แต่บางครั้งมันเผลอทำไปโดยไม่ตั้งใจ

-เริ่มมาฟังเพลงบ้างนิดหน่อย ทั้งเพลงคริสเตียนและเพลงตามอัลบั้มต่างๆอันนี้ล่ะแปลกสุดๆ แปลกจนงงตัวเองว่าทำไปด้าย ทั้งๆที่เราไม่เคยสัมผัสกับของพวกนี้นะ???ถึงยังงั้น เราก็ยังเฉยๆกับวงการเพลงและหนัง (เพราะขี้เกียจตาม ตามไม่ทัน) และเราเป็นอัลไซเมอร์ จำเนื้อเพลงไม่ได้หรอก ฟังเพื่อความบันเทิงเป็นอันพอ

-และล่าสุด.... พอเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงในชีวิต.......... เราเลยเผลอทำบาปร้ายแรงที่สุดในชีวิตเราไปได้ แง้......... (อย่าถามว่าคืออะไร แต่มันแรงที่สุดสำหรับเราจริงๆ)

-แปลกแต่จริง นิสัยเปลี่ยนแต่IQไม่เพิ่มเลย โง่ขึ้นซะด้วยซ้ำ IQยิ่งต่ำอยู่

ทั้งหมดนี้เราคิดนะ เราคงเข้าสู่วัยรุ่นต้นๆแล้วแหละ เหอๆ เราว่าเรายังเด็กนะ (จาขึ้นม.3 เนี่ยนะ)

ถึงอย่างงั้น การที่เราเปลี่ยนนิสัยก็มีข้อดีเหมือนกัน

-โมโหเก่งขึ้น ทำให้เราเรียนรู้ที่จะใจเย็นลง (แต่ไม่ได้ผลมากหรอก เหอๆ)

-การฟังเพลง เป็นการระบายอารมณ์ที่ดีวิธีหนึ่ง (ได้ผลนะ)

-และอื่นๆ

ทุกอย่างย่อมมีข้อดีและเสียเสมอและข้อดีสามารถเป็นข้อเสียได้ และข้อเสียสามารถเป็นข้อดีได้เช่นกัน

-ความโมโหที่ได้จากวัยรุ่น มันทำให้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ฝึกการใจเย็นได้

-จากการที่เป็นวัยรุ่น เรามักจะเกิดปัญหาอะไรเยอะแยะ แต่ปัญหาที่เยอะแยะนั้น เราสามารถนำมาเป็นข้อคิดได้ (เฉพาะบางอย่าง)

-วิทยุมีประโยชน์คือให้ความบันเทิง แต่ใครจะไปรู้ว่าความบันเทิงที่เราชอบนั้น มันไปกวนชาวบ้านเขา

-เพื่อนแท้สามารถรับรู้เรื่องของเราได้ทุกเรื่อง แต่ว่าไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องได้

ทุกอย่างมีทั้งข้อเสีย และข้อดีครับ ตราบใดถ้ามองมันดีๆ ซึ่งแต่ละคนจะมองต่างกัน

ถึงแม้เราอาจเปลี่ยนไปในด้านลบในสายตาคนอื่น แต่ในสายตาตัวเองอย่ามองลบตามนะมองบวกไว้ก่อน ฝึกไว้คับ

จิงๆ ฉันเขียนเรื่องวัยรุ่นได้อีกนะเนี่ย เหอๆ ไร้สาระ
เอ้ย! ใช่ลืมไป ไดอารี่เขามีไว้ระบายนี่หว่า ฉานจะเขียนไร้สาระมันก้อเรื่องของฉัน เหอๆ

ปล.เขียนประวัติส่วนตัวต่อดีก่า ^^

ที่มาเขียนวันนี้ เพื่อระบายความในใจอ่ะนะ เพราะมีเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนเป็นพันๆ นับหมื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นตามแหล่งข่าวต่างๆจำนวนมาก

เรื่องนั้น คือ "หนังสือพลังแห่งชีวิต" ที่เคยมีการเผยทางสื่อต่างๆ

พอหนังสือเล่มนี้ได้ถูกเผยสู่ประชาชนชาวไทยทางTV ก็เริ่มมีข่าวออกมาเลย หาว่าขัดแย้งต่อศาสนาอื่น (อะไรประมาณเนี้ย จำไม่ได้)

เราไปอ่านตามWebboardต่างๆที่มีการเสนอแนะข้อคิดเห็นกับหนังสือเล่มนี้ เห็นแล้วต้องอึ้ง มีคนแสดงความคิดเห็นเกือบ8000คน!!! (กระทุ้ของmweb.comนะ) แสดงว่ามีคนสนใจมากเลยกับเรื่องนี้

เราก้ออ่าน อ่านไปซัก50Reply ก็เริ่มเบื่อ แต่วันนี้เอาอีกซัก50Reply แล้วถึงได้พบอะไรบางอย่าง ที่เด่นชัดมากๆ

มีทั้งคนมองหนังสือเล่มนี้ด้านบวกและลบ

ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อ "มองกันยังไง..." นะ

ปล.เราเขียนไม่เก่ง ถ้าขัดแย้งต่อศาสนาอื่นยังไงก็ช่วยบอกหน่อยนะ


หลังจากมีหนังสือเล่มนี้ออกมา ก็มีหลายคนเสนอความคิดเห็น ซึ่งมีคนมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

จากการอ่าน http://www.mthai.com/webboard/5/34836.htmlแล้ว สังเกตได้ว่า........

1.ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นประจำชาติ และมีคริสเตียนในประเทศไทยไม่ถึง0-2%ของประชากรประเทศ

2.บุคคลที่นับถือศาสนาคริสต์ ไม่มีการเถียงในเรื่องนี้เลย เท่าที่ดูคร่าวๆ

3.บุคคลที่นับถือศาสนาพุทธ มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างเชิงสร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์

4.มีคำพยานของบุคคลต่างๆที่มานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งถ้าดูจากถ้อยคำ น่าจะเขียนมาจากใจ แทรกอยู่บ้าง เป็นระยะ (ทำไมรู้ว่ามาจากใจ เพราะคงไม่มีใครเอาเวลามาปั่นพิมพ์ พยานคริสเตียนเท็จหรอก วันนึงมี24ชม. คนที่เสียเวลากับการพิมพ์อย่างนี้ น่าจะมาจากการที่ใจของเราอยากจะสื่อสารให้คนอื่นรู้มากกว่า)

5.บุคคลที่นับถือศาสนาพุทธ มักจะเถียงว่าศาสนาคริสต์นั้นไม่มีจริง เป็นศาสนาที่งี่เง่า

6.บุคคลที่นับถือศาสนาพุทธ ไม่ค่อยรู้ความจริงว่า "หนังสือพลังแห่งชีวิตเป็นแค่ตัวเลือกหนึ่งเพื่อชีวิต ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ"

7.จากข้อ6 ทำไมบุคคลที่นับถือศาสนาพุทธคิดเป็นส่วนใหญ่ว่า "หนังสือเล่มนี้ จะมาทำลายประเทศไทย" แทนที่จะคิดว่า "หนังสือเล่มนี้ เป็นตัวเลือกหนึ่งถ้าหากชีวิตไม่มีความสุขที่แท้จริง"

8."เวลาเจออะไรที่น่าโมโหหรือมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยดี ให้ใจเย็นๆ อยู่เฉยๆ อย่าเครียด ทำใจให้สงบ หาอะไรกินเพื่อให้อารมณ์ดีขึ้น ฯลฯ" เป็นประโยคแนะนำ เมื่อเกิดอารมณ์ที่ขัดแย้งต่อทัศนคติของเรา แต่ใช้ไม่ได้ผลกับเรื่องนี้ ด่ากันเพียบ...

9.บางคนจะด่า แต่คิดไม่ออกว่าจะด่าอะไรก็เลยด่าศาสนานี้ซะงั้นในหลวงเราสนับสนุนทุกศาสนานะ มิหนำซ้ำยังด่าคนที่แสดงบนโฆษณาอีก เขาเกี่ยวอะไรกับคุณๆท่านๆรึเปล่าเนี่ย??? อยู่ดีๆไปด่าได้ยังไง??

10.แทบไม่มีใครพูดว่า "หนังสือเล่มนี้รายละเอียดไม่พอ เลยไม่เชื่อ" มีแต่คอยจะใส่ร้ายกับพระเจ้า

11.การเสนอความคิดเห็นของหนังสือเล่มนี้ กลับกลายเป็นสงครามศาสนาบนโลกไซเบอร์ชั่วคราว มีทั้งได้และเสีย

12.มีคนPostหน้านี้ไว้ แล้วหาว่าศาสนาคริสต์แย่?? มันทำให้หลายคนรู้สึกแย่มากๆเลย ใช่! ยอมรับ รวมถึงคริสเตียนก็ยังเศร้า แต่ถามหน่อยเหอะ กับแค่ของชิ้นเดียวที่คนทั่วไปไม่รู้จักมาก ไม่มีออกตามหนังสือพิมพ์จะทำให้ศาสนาพุทธ ซึ่งสืบทอดมาถึงกว่า 2540กว่าปีเป็นสิ่งที่เลวร้ายหรอ?? อย่าลืมนะครับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่Perfect มันต้องมีผิดผลาดบ้างบางทีคนจัดทำหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่รู้ว่ามันเป็นการดูถูกศาสนาก็ได้ (มีคนแบบนี้จริงๆนะ)จริงอยู่ที่ภาพมันออกจะไม่สมควรที่จะทำ แต่ว่าแค่วัตถุชิ้นเดียว จะทำให้ศาสนาพุทธเสียหายหรอ??? เห็นด่ากันด้วยเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่อง ภาพบนเน็ตก็เชื่อถือไม่ค่อยได้ด้วย ฉะนั้นบุคคลที่เป็นศาสนาพุทธก็อย่าไปสนใจมันมากเลย

จริงมีอีกครับ แต่ว่าเอาเท่านี้คงพอครับ

สรุป

จริงๆแล้วมีอยู่ความคิดเห็นบางความคิดเห็นนะ บอกว่า"อยุ่เฉยๆดีกว่า เรานับถือของเรา" นั่นแหละครับ สิ่งที่บุคคลที่นับถือศาสนาพุทธควรจะทำ!! หลายคนได้ทำสำนวน "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เสียอย่างรุนแรงอ่ะ ลบหลู่มากๆเลย แทนที่จะเอาเวลาไปศึกษาพระธรรม หรือไปวัดไปวา แต่มาด่าศาสนาอื่นซะได้ แถมบางคนยังเอาศาสนาอิสลามมาเกี่ยวกันอีก ให้ตายดิ........

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่พบกับความสุขจริงๆต่างหาก หรืออยากจะศึกษาในทางที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ว่าเอามาจับผิด

สรุปรวม: เราควรมองหนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง(สำหรับคน) ไม่ใช่เป็นหนังสือทำลายศาสนา(พุทธ)

เราขอบอกตรงๆเลยว่า ในประเทศไทยศาสนาพุทธและอิสลามได้เปรียบกว่าศาสนาคริสต์มากเลยนะ ทั้ง2ศาสนา มีทำเป็นรายการTV ฉะนั้น อย่าคิดว่าหนังสือเล่มเดียว จะทำให้คนทุกคนที่นับถือศาสนาพุทธ เปลี่ยนมาเป็นคริสต์นะ

สุดท้ายนี้ ขออนุญาตนำคำพูดคำหนึ่งนะครับ มาให้อ่านดู

"พระเจ้านั้น เชื่อแล้วจะเห็น ไม่ใช่เห็นแล้วจะเชื่อ"

ประโยคนี้ เป็นประโยคนิยามง่ายๆ สำหรับผู้ที่เห็นว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ไม่มีตัวตน เชื่อในสิ่งที่ไม่เห็นนะครับ

*ขอบคุณhttp://www.mthai.com/webboard/5/34836.html และเว็บอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวนะครับ และขอบคุณคนนับพัน ที่ช่วยPostเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้ จนเราทนไม่ไหว ต้องมาระบายครับ ทำให้เรามีบทความนี้ให้ทุกคนอ่าน*

-บทความโดย เจ้าของBlogนี้
-เราก็เป็นคริสเตียนที่ยังโง่ทางด้านจิตวิญญาณและด้านกำลังกายและด้านกำลังสมองอยุ่นะ หากมีข้อความใดในนี้ขัดแย้ง ช่วยแจ้งเราด้วยนะ จะได้แก้ให้ต่อไปครับ